[FIC-Gamble] Chapter 4(1/3)
posted on 26 Jul 2011 20:51 by jannaliz in GAMBLEบทที่ 4
ทว่า …
จนแล้วจนรอด วันนี้ทั้งวัน ควอนจียงก็ไม่ได้ไปกินข้าวกับคุณหนูแชรินแอนด์แฟมิลี่อยู่ดี …
หึ ! เพราะอะไรน่ะเหรอ ????
ก็คุณพี่เซเว่นกับพี่น้องท้องเดียวกันของเฮียแกน่ะสิ T^T
พอใกล้ 11 โมงปุ๊บ เฮียก็สั่งน้องชายที่นั่งใบ้รับประทานให้ขับรถออกนอกโซล มุ่งตรงไปที่ไหนซักที่ ซึ่งจียงก็เดาได้อ่ะนะ ว่าคงจะเป็นบ้านพักตากอากาศของตระกูลซักแห่งในประเทศนี้ …
แล้วมันก็จริงด้วยอ่ะ !!!!!
ควอนจียงกวาดตามองไปรอบๆทุ่งหญ้าสะวันนา กับผืนป่ากว้างสุดลูกหูลูกตาที่ไม่รู้ว่า มันอยู่ส่วนไหนของประเทศเกาหลีอย่างประหลาดใจ แล้วเขาก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน ว่าสามพี่น้องนี่จะพาเขามาทำอะไรแถวนี้วะ ?
ขณะเดียวกัน ผู้ร่วมทางทั้งสามก็มีสีหน้าแตกต่างกันออกไป โดยโบมี พี่สาวแสนดีของสารถีที่นั่งหน้านิ่งอยู่ เผยรอยยิ้มอบอุ่นจริงใจ ประหนึ่งว่าเธอกำลังมองลูกๆ วิ่งเล่นอยู่ตามท้องทุ่ง (?) ส่วนคุณพี่ดองวุคผู้เป็นหัวโจกของการเดินทางครั้งนี้นั่งไขว้ห้างพร้อมกระดิกเท้า ราวกับจะบอกให้รู้ว่า แถวนี้กูเส้นใหญ่ ใครหน้าไหนจะมีเรื่องก็ก้าวเข้ามา !!! และซึงฮยอนผู้ดำรงตำแหน่งพลขับมือวางอันดับหนึ่งก็ยังคงเหยียบคันเร่งเรื่อยๆ พร้อมกับประคองพวงมาลัยด้วยใบหน้าเรียบเฉย คล้ายกับว่า กูเกิดมารับคำสั่งอย่างเดียว พี่ๆสั่งอะไรก็ทำตามเค้าไป ไม่ต้องเถียง ไม่ต้องออกความเห็น -*-
จนในที่สุด เชวซึงฮยอนก็ได้ฤกษ์ดับเครื่องยนต์ เมื่อรถสปอร์ตคันหรูเปิดประทุนมาจอดเทียบอยู่หน้าประตูรั้วของบ้านสีขาวหลังงามที่ปรากฏแก่สายตา ภายใต้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง และมีฉากหลังเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี มองแล้วแสนจะสบายตาอะไรยังงี้ >__<
“นี่บ้านของพวกนายเหรอ ?” จียงเอ่ยถามคนขับรถ แต่ก็ไม่ได้คำตอบเหมือนเดิม
“แม่ของพวกเราชอบที่นี่ ก็เลยขอป๋าสร้างบ้านตากอากาศไว้น่ะ” คนตอบคือพี่ชายคนโตใน 3 ชีวิตที่นั่งมองบ้านหลังเดียวกันอยู่
“ป่ะ เข้าไปข้างในกัน” ดองวุคกระโดดลงจากรถ แล้วฉุดมือจียงให้ลุกตามมา โดยมีโบมีกับซึงฮยอนเดินตามมา
ภายในบ้านถูกตกแต่งอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โทนสีที่ใช้รอบๆบ้านล้วนแล้วแต่เป็นสีขาว ซึ่งแลดูขัดๆกับบุคลิกของคุณนายกัมมี่ที่จียงได้เห็นเมื่อวานนี้ชัดๆ … โบมีเดินตรงไปทางด้านขวาของบ้านซึ่งเดาได้ว่าคงจะเป็นห้องอาหาร เพราะเธอเดินกลับออกมาพร้อมกับถาดสีขาวที่มีแก้วน้ำเท่าจำนวนคนด้วย ส่วนดองวุคกับซึงฮยอนก็ทรุดกายลงบนโซฟาเนื้อดีที่อนุมานได้ว่า ราคาแพงกว่าบ้านของจียงทั้งหลังแน่นอน !
ผู้มาเยือนอย่างจียงมองไปรอบๆบ้าน โดยอดจะทึ่งในความเรียบง่ายของพี่น้องกลุ่มนี้ไม่ได้ … ตั้งแต่พบกันครั้งแรกที่ห้องอาหาร เขาประเมินลูกๆของลุงเอาไว้ว่า จะต้องเป็นพวกคุณหนูเอาแต่ใจที่ทำอะไรไม่เป็น แล้วก็ติดหรูหราตลอดเวลาแน่ๆ แต่ดูเหมือนว่า ในความเป็นคุณหนูของทายาทวายจีทั้ง 8 คนนั้น ก็ยังมีโบมีกับซึงฮยอนที่ไม่เป็นอย่างที่จียงจินตนาการไว้อ่ะนะ
“ดื่มน้ำเย็นๆก่อนนะจ๊ะ เราคงต้องคุยกันอีกยาวเลยล่ะ ^ ^” รอยยิ้มหวานๆของหญิงสาวหนึ่งเดียวในที่นี้ทำให้จียงผ่อนคลายมาก เขารับแก้วน้ำมาถือไว้ก่อนจะดื่มอย่างกระหาย
“พวกเรามีเรื่องอยากจะคุยกับนายอย่างตรงไปตรงมา ควอนจียง” และแล้วดองวุคก็เปิดฉากสนทนาอย่างเป็นทางการซะที
“อ่า … ครับ” อันที่จริง จียงก็ไม่ได้โง่หรอก ว่าถูกพามาไกลขนาดนี้ เพราะอะไร ?
“นายรู้ตัวรึเปล่า ว่ากำลังทำอะไรอยู่” คำถามแรกถูกถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“ป๋าต้องการให้ใครสืบทอดตระกูลนี้กันแน่ พูดมาให้ชัดๆเลยดีกว่ามั้ย ?” คำถามต่อมาดังขึ้นโดยยังไม่ได้คำตอบข้อแรก
“คงจะไม่ใช่ไอ้แดนนี่ใช่มั้ย ที่จะต้องสืบทอดตระกูลนี้อ่ะ !!!” และอันที่จริงแล้วคำถามที่สามคงจะเป็นประเด็นสำคัญของคำถามทั้งหมด -*- ซึ่งจียงก็ทำได้แค่เงียบไป เพราะไม่รู้จะตอบยังไงดี
“พี่ถามรัวแบบนี้ ใครเค้าจะตอบได้หมดเล่า ? ค่อยๆถามก็ได้”
คราวนี้จียงหันไปมองคนพูด … ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงเดี๋ยวนี้ เขาสาบานได้ว่า เชวซึงฮยอนพูดให้เขาได้ยินไม่ถึง 3 ประโยคอ่ะ
“ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้นล่ะ ทั้งเรื่องสืบทอดตระกูลบ้าบออะไรนั่น แล้วก็เรื่องพวกคุณ !” จียงโต้กลับเมื่อหาเสียงตัวเองเจอ (คือเมื่อกี้เขาก็อึ้งกับเสียงของซึงฮยอนนิดหน่อยน่ะ)
“ไอ้ยองเบเพื่อนผมมันอยากทำงานที่นี่ มันก็เลยลากผมมาสมัคร แต่ผมไม่ได้อยากทำ ก็เลยเขียนประวัติมามั่วๆ แล้วก็ถ่ายรูปประสาทๆมา กะว่ายังไงก็ไม่ได้งานแน่ๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงได้งาน แล้วก็เลยมาที่นี่ เพื่อขอลาออก”
“แล้วนายรู้จักกับป๋าได้ยังไง ? ไหนจะคุณอึนจูอีก นายดูสนิทกับพวกเค้าจะตายนี่” ดองวุคถามต่อ โดยมีน้องทั้งสองนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“พี่อึนจูเป็นพี่สาวที่อยู่ข้างบ้านผม ตอนผมอายุ 5 ขวบ ผมเคยเจอลุงที่สวนสาธารณะโดยบังเอิญ หลังจากนั้นลุงก็ได้เจอกับพี่อึนจู แล้วพวกเค้าก็แต่งงานกัน”
“แค่นั้น ? แล้วป๋าก็คิดจะยกตระกูลให้นายเนี่ยนะ ???” สีหน้าคนฟังบอกชัดเจนว่า ‘ไม่เชื่อ’ !!!
“ผมจะไปรู้ได้ยังไง พวกคุณก็เห็น ผมมาของผมดีๆ ลุงก็ประกาศแบบนั้นไปซะแล้ว”
“บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้นะ นายเป็นลูกอีกคนของป๋าใช่มั้ย ??????”
ประโยคดังกล่าวสร้างความแตกตื่นให้กับคนถูกกล่าวหาและผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ เพราะวินาทีที่ดองวุคกล่าวหาจียงออกไป สีหน้าของน้องทั้งสองของเขาก็อยู่ในสภาวะช็อค ซึ่งจียงเองก็มีสภาพไม่ต่างกันหรอก เพียงแต่ว่า …
“ตลกรึเปล่าคุณดองวุค ? ผมเป็นลูกมีพ่อมีแม่นะ แล้วผมก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าลุงเป็นใครด้วย ถ้าหากว่ารู้มาก่อนล่ะก็ ผมคงไม่มีวันยอมให้พี่อึนจูมาแต่งงานกับลุงเด็ดขาด !!” จียงได้สติแล้วแย้งเสียงแข็ง ข้อกล่าวหาที่เขาได้รับ โครตโหดร้ายเลยว่ะ ให้เป็นลูกมาเฟียเนี่ยนะ ???
“มันอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้นะคะ พี่ดองวุค” โบมีพยายามช่วยจียงอีกแรง เธอไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำกล่าวหาของพี่ชาย และเธอก็แน่ใจว่า ซึงฮยอนก็ต้องคิดแบบนั้นเหมือนกันแน่ๆ แววตาของเขาบอก *ท่าทางมั่นใจ*
“งั้นนายตอบคำถามฉันได้มั้ย ว่าป๋าต้องการให้ใครสืบทอดตระกูลนี้”
“ผมไม่รู้ … ผมรู้แค่ว่า ใครคนนั้นเป็นลูกคนหนึ่งของลุง แล้วก็มองผมด้วยสายตาที่ไม่เหมือนใคร” จียงตอบในสิ่งที่รับรู้มาจากลุงอีกที แต่เขาเลือกจะปิดบังข้อมูลส่วนตัวไว้ ว่าเขาก็สังเกตเหมือนกันแหละ ว่าใครคนนั้น … มันมองเขาไม่เหมือนชาวบ้านจริงๆว่ะ
“งั้นใครล่ะ ? ไอ้แดนนี่หรือไง ???”
ดองวุคคิดถึงใบหน้าของคู่อริตั้งแต่จำความได้แล้วก็ยิ่งหงุดหงิด … ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยเกลียดใครเท่าไอ้บ้านั่นเลยให้ตาย ! นอกจากมันจะเกิดมาหล่อระดับที่เขาเห็นแล้วยังใจเต้นไม่เป็นจังหวะ มันยังคิดจะเอาชนะเขาด้วยการเป็นผู้สืบทอดของป๋าอีก คิดแล้วยิ่งโมโหว๊อย !!!
“แต่ฉันว่า ฉันรู้นะคะ … ^___^v” โบมีแทรกขึ้นมา ทำให้ทุกคนหันไปมองเธอเป็นตาเดียว
“ใครเหรอฮะ คุณโบมี” จียงอยากรู้อยากเห็นออกนอกหน้า แต่หญิงสาวกลับส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ความลับจ้ะ !”
ดองวุคมองน้องสาวด้วยสายตาใคร่รู้ แต่โบมีก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดอะไรแล้วขยิบตาให้ ซึ่งคนฉลาดเป็นกรดอย่างเขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที …
หึหึหึหึหึ มันต้องอย่างนี้สิ ! คิดแล้วก็อยากจะหัวเราะเป็นภาษาเอธิโอเปีย คราวนี้ล่ะว๊อย ดองวุคจะขำให้ขาดใจตายต่อหน้าไอ้แดนนี่เลย … อันที่จริงแล้ว ใครจะสืบทอดตระกูลนี้ ไม่ใช่ธุระอะไรของเขาเลยซักนิดเดียว เพราะเชวดองวุคเป็นคนมีจุดยืน !! ซึ่งเขาไม่ปรารถนาในอำนาจของป๋า แค่มีเงินให้เขาถลุงอย่างอันลิมิเต็ด แค่มีบ้านให้เขาอยู่อย่างเจ้าชาย แค่ไม่ต้องให้ใครมาออกคำสั่งใส่เขา แค่นั้นชีวิตพอเพียง (?) ของดองวุคก็สมบูรณ์แล้ว *ป้องปากหัวเราะ*
แต่ว่าไอ้ ‘ใครคนนั้น’ ต้องไม่ใช่ ‘อิมแทบิน’ !!!!
จริงๆนะ ต่อให้เป็นเจ้าเด็กน้อยซึงรี น้องคนเล็กที่เขาแสนจะรักใคร่ในความเจ้าเล่ห์ของมัน *ลูบหัว* เขาก็ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าหากว่า … เป็นไอ้พี่ชายคนโตที่เขาแสนจะหมั่นไส้มันมาตลอดชีวิตล่ะก็ เชวดองวุคคนนี้ขอสู้ตาย ท้าแย่งตำแหน่งกับมันจนต้องตายกันไปข้างนั่นแหละ !!! *แยกเขี้ยว*
ห๊ะ ? มีคำถามเหรอ ว่าทำไมถึงหมั่นไส้หมอนั่น *เอียงหูฟัง*
ก็แบบว่า … *ยักไหล่*
มันเป็นเรื่องระหว่าง ‘เขา’ กับ ‘หมอนั่น’ อ่ะนะ … พูดไปก็เสียอารมณ์เปล่าๆแหละ *สะบัดผม*
((แจนนาลิซ : สรุปว่าจะไม่บอกว่างั้นเหอะ ? -*-))
ดองวุคดึงสติให้กลับสู่เหตุการณ์ปัจจุบันที่เขากำลังเผชิญอยู่ … ตอนนี้ควอนจียงทำหน้าเป็นเครื่องหมายคำถามเรียบร้อยแล้วตั้งแต่โบมี น้องสาวสุดที่รักของเขาพูดจุดชนวนถึงคนที่ป๋าวางตัวให้เป็นว่าที่ ‘คู่ครอง’ ของเจ้าเด็กนี่
มาคิดๆดูแล้ว เขาก็เอะใจมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ เรื่องสายตาบ้าบออะไรนั่น ! พอมาประมวลผลจากสมองอันชาญฉลาดของตัวเองแล้ว *ยืดอก* ความเป็นไปได้ที่จะเป็นซึงฮยอนก็มีสูงอยู่เหมือนกันนะ เพราะน้องชายคนนี้ชอบแสดงความรู้สึกทางดวงตา แถมยังมีอะไรแล้วไม่ยอมพูดอีกต่างหาก … แบบนี้มันน่าสงสัยจริงๆแฮะ *ทำหน้าโรคจิต*
“นี่ ! จริงสิ เมื่อกี้นายจอดรถทับเส้นห้ามจอดใช่มั้ย ซึงฮยอน” จู่ๆ คนเป็นพี่ก็เปลี่ยนเรื่องกะทันหัน จนคนฟังที่เหลือตามไม่ทัน
“หา ?”
“นายนั่งรออยู่นี่แหละ ขับรถมาเหนื่อยๆไม่ใช่หรือไง ฉันจะไปเลื่อนรถให้” ดองวุคยื่นมือมาขอกุญแจรถจากน้องชาย ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งให้แต่โดยดี ไม่ได้ติดใจอะไรซักนิด
“ฉันไปดูท้ายรถให้นะคะพี่” โบมีรีบเดินตามพี่ชายไปติดๆ โดยไม่เปิดช่องให้ใครโต้แย้งอะไรอีก
จียงมองสองพี่น้องที่ถือกุญแจรถออกจากบ้านไปด้วยสายตาสงสัยแบบสุดๆ เพราะสถานที่แบบนี้ ค่อนข้างจะมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก แถมยังอยู่ภายใต้อำนาจค้ำฟ้าของตระกูลวายจี … แล้วมันจะมีกรมทางหลวงที่ไหนมาตีเส้นห้ามจอดวะ ???
“เมื่อกี้ตอนเดินเข้ามา ฉันไม่เห็นเส้นห้ามจอดที่พี่ชายนายพูดถึงเลย” เขาพูดสิ่งที่สงสัย แต่ดันไปกระทบต่อมอะไรซักอย่างของคนฟังเข้า ซึงฮยอนลุกพรวดแล้วรีบกระโจนไปที่ประตูบ้านทันที
ชิบหายละ !!!
หรือว่า ไอ้พี่สองคนนั่น !!!
บรืนนนน …
เสียงรถที่ค่อยๆห่างไกลออกไปทำให้จียงถึงบางอ้อ แล้ววิ่งตามซึงฮยอนออกไป ทว่า … ภาพหน้าบ้านที่จียงเห็น คือความว่างเปล่าที่เมื่อกี้ มันยังมีรถสปอร์ตสีแดงเปิดประทุนจอดอยู่เลยนี่หว่า ??? เอ๊ะ ? หรือว่าพวกเขาจะโดนหลอกมาขังไว้ที่นี่แล้ววะ ? ((เอ่อ รู้ตัวช้าไปมั้ย ?))
“เฮ้ !!! สนิทสนมกันให้ดีๆนะ อีกไม่กี่วันฉันจะมารับ !!!!!” ดองวุคที่ยังขับรถไปไม่ไกลนักตะโกนบอกเสียงดังลั่นทุ่ง โดยมีพี่สาวคนสวยของซึงฮยอนโบกมือหยอยๆอยู่ข้างๆ
“เฮ้ย ???? ทำไมทำแบบนี้อ่ะ กลับมานะ กลับมา !!!!!!!!!!!!!!!” จียงตะโกนเสียงดัง เขาวิ่งไล่ตามรถไปอย่างรวดเร็ว ทว่า … มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะตามทันสินะ T^T
“จียงไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ ซึงฮยอนเป็นคนดีมาก มาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาแบบนี้ พวกเธอจะได้สนิทกันนะจ๊ะ !!” คุณพี่สาวคนสวยตะโกนบอกอย่างอ่อนโยน แม้ว่าเสียงจะค่อยๆเบาลงเพราะระยะทางที่ไกลออกไป เธอก็ยังรักษาคอนเส็ปไม่เปลี่ยนอยู่ดี -*-
ซึงฮยอนนั่งอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนม้านั่งริมรั้ว นี่เขาไม่น่าหลงเชื่อคำพูดอ่อนหวานของพี่โบมีเลยให้ตาย ! แต่ไหนแต่ไร พี่สาวของเขามักจะเจ้ากี้เจ้าการให้ทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องของการเข้าหาใครๆ ที่เขาไม่ชอบเอาซะเลย … แล้วนี่เขาจะต้องอยู่กับ ‘ตัวเดิมพัน’ ที่ทำให้ตัวเองใจเต้นไม่เป็นจังหวะตลอดเวลา ตามลำพังจริงๆเรอะ ???? ตายห่าแน่ๆแล้ว งานนี้ T^T
“นี่ ! นายมีเบอร์มือถือพวกเค้าใช่มั้ย โทรตามกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” จียงที่เลิกวิ่งตาม เดินกลับมาที่บ้านอีกครั้ง ใบหน้าเนียนใสนั้นมีเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มไปหมด ซึงฮยอนเห็นแล้วต้องรีบเบนสายตาไปทางอื่น ก่อนที่จะ … จะทำอะไรไม่ถูกไปมากกว่านี้ *ปาดเหงื่อ*
“เลิกเป็นใบ้ซักที ! ฉันบอกให้นายตามพวกเค้ากลับมา” วินาทีนี้ไม่สนแม่งแล้ว ว่าใครลูกใคร น้องใคร หลานใคร ฮึ้ย !!!! โมโห
“ไม่มีประโยชน์หรอก คนอย่างพี่ดองวุค ถ้าเค้าบอกว่าเดี๋ยวจะมารับ ต่อให้นายโทรจิกให้ตาย เค้าก็ไม่กลับมา จนกว่าเขาจะอยากมาเองหรอกนะ” ซึงฮยอนตอบเรียบๆ สายตายังคงมองอะไรก็ไม่รู้ จียงรู้แค่ว่า หมอนี่ไม่ยอมสบตาเขาเลย … มึงรังเกียจกูมากหรือไง ?
“โอ๊ย ฉันอยากจะบ้าตาย !! รู้มั้ยว่า ตั้งแต่ฉันมาที่นี่ ชีวิตฉันก็วุ่นวายแบบนี้อ่ะ” พูดจบ จียงก็เดินกระแทกเท้าเข้าบ้าน เพราะถึงโวยวายไป ไอ้คุณเชวดองวุคก็คงจะไม่ย้อนกลับมารับพวกเขาแน่ๆ แถมไอ้น้องชายที่นั่งหน้าหล่ออยู่นั่น ก็ทำเหมือนเขาเป็นตัวเชื้อโรคน่ารังเกียจอะไรถึงได้มองหน้าไม่ได้อีก ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิดว๊อยยย *เหวี่ยง*
“ตั้งแต่ฉันเจอนาย … ชีวิตฉันก็เปลี่ยนไปเหมือนกันแหละ”
คุณชายสามแห่งตระกูลวายจีพูดเบาๆ คล้ายรำพึงกับตัวเอง สายตายังคงมองตามร่างเล็กๆนั่นไปโดยไม่กระพริบตาเหมือนเคย
TBC คะ~
Talk : แหะๆ มาก้มหน้ายอมรับผิดที่หายหัวไปคะ *คอตก ทำหน้าบ้องแบ๊ว*
ก็ ... หายไปรับปริญญานั่นแหละคะ
ขณะนี้ ได้เป็น "บัณฑิต" โดยสมบูรณ์แล้ว ... เย๊ !!!~ *จุดพลุ*
ดีใจที่ได้ทำเพื่อพ่อแม่ค๊ะ 3 วันที่เข้ากระบวนการรับปริญญานั้น เหนื่อยแสนสาหัสทีเดียว
ขอให้มันเป็น "ครั้งเดียวในชีวิต" ก็พอคะ
อย่างแรกขอขอบคุณพี่แจ๋ม (แม่น้องซึงรี) กับ พี่กิ๊ก (จีหิมะ ? ฮ่าๆ) มากๆ
สำหรับคำอวยพร และการปรากฏตัว ไปแสดงความยินดีกับบัณฑิต คะ
ซาบซึ้งมากๆ ... และพร้อมทำตามสัญญา จัดเรยา ไปเลยค๊ะ !!!
ปล. รูปไปดูได้ใน FB คะ อัพทุกรายละเอียด >_<
ต่อมา พูดถึงฟิกบ้างคะ
ก็ สารภาพจากใจ ว่าเขียนตอนต่อไปได้ซักระยะแล้ว แต่เนื้อเรื่องออกทะเล
เกินจากขอบเขตที่วางไว้มากกกกกกกกกก
ประเด็นแรก ... ใจคนแต่ง เอนเอียงไปทาง คุณพี่เซเว่น มากไปหน่อย ฮ่าๆ
แบบว่า หลังๆแอบหลงพี่ท่านไปนิดนุง ไหนจะอีตาบอดี้การ์ดร่างบึกบึนของน้องซึงรี
ที่ช่วงหลังๆ แอทแทคชีวิตอิชั้นมากกกกกก ... >_<
เพราะงั้นเลยจำเป็นต้องรีไรท์ใหม่คะ แก้ 3 ตอนใหญ่ๆทีเดียวเชียวคะ T^T
((แบบว่า จียง มีบทน้อยกว่าที่วางแผนไว้ตอนแรกคะ ทำใจไม่ได้ กรี๊ดดด))
ฉะนั้น ขอแก้ไขอีกนิด แล้วจะทยอยอัพตามกำหนดเดิม
ช่วงนี้ก็ ลุ่มๆดอนๆ ไปชั่วคราวคะ ((ยังกะปกติอัพตรงเวลา ?)) ฮาาาาาาาา
โอเคค่ะ ... ขอบคุณสำหรับทุกการติดตาม
ใครอ่านแล้วพอใจไม่พอใจอะไร เม้นไว้ได้คะ ชอบบบบ ^___^
ใครไม่เม้น อยากจะโฮกหลังไมค์ ก็เชิญได้ทุกเมื่อคะ มีหลายช่องทางให้เลือกสรร ฮ่าๆๆๆ
ขอบคุณทุกคนค๊าาาาา
ปล. หนูอัพแย๊ว น๊าาาาาา
ปลล. มีเกณฑ์ดอง ตราบเท่าที่ ทงยองเบ ยังแอทแทคกันแบบนี้ ชริส์ !!!
ปลลล. ไปตกลงกับคุณยางก่อนคะ ว่าจะเชือดใครก่อนดี อิ๊อิ๊
edit @ 26 Jul 2011 21:54:24 by ::-ด่-J@nNaLiz-ด่-::
edit @ 26 Jul 2011 21:57:30 by ::-ด่-J@nNaLiz-ด่-::