[FIC-Gamble] Chapter 1(2/2)

posted on 02 May 2011 01:11 by jannaliz in GAMBLE
นับๆ วัน ดูละ ...
 
สำหรับ speed แรกของการอัพฟิคเรื่องนี้
 
คือ 10 วัน ... จริงๆ T^T
 
ถือได้ว่า เร็วมาก หากเทียบกับตลอดปีที่ผ่านๆมา
 
ฮ่าาาาา
 
 
อ่านแล้ว ก่อนเม้าทีหลังดีกว่าเนาะ > <
 
.
.
.
 
 
บทที่ 1 (ต่อ)
 
 
 

 

การปรากฏตัวในตอนบ่ายๆของท่านผู้นำแห่งตระกูลวายจีที่บันได ส่งผลให้ทุกชีวิตที่นั่งสนทนากันอยู่ในบริเวณห้องโถงกลางถึงกับเกิดการเปลี่ยนแปลงในชั่วพริบตา คุณนายเล็กซี่ที่จีบปากจีบคอเกทับคุณนายกัมมี่เรื่องสร้อยมหาโครตเพชรที่ออดอ้อนให้สามีซื้อให้เมื่อปีก่อนตัดบทสนทนา ฉุดกระชากลากถูลูกสาวลูกชายมาเสนอหน้าถึงบันไดขั้นล่างสุด ส่วนคุณนายกัมมี่ที่โดนลอยแพถึงกับฉุนจัด แต่ก็ยังวางตัวนิ่งเฉย ส่งสายตาเรียกลูกชายคนโตให้ลากน้องๆมายืนอยู่เคียงข้างทันที และคุณนายอึนจูที่กำลังหัวเราะร่า เล่นกับลูกชายคนเล็กในอ้อมแขนก็ปล่อยลูกลงจากตัก แล้วใช้รอยยิ้มพิมพ์ใจเรียกลูกทุกคนมาอยู่ใกล้ๆ

 

 

 

ซึ่งพวกคุณนายนั้นไม่ได้เหลือบตามองดูสีหน้าของลูกๆแต่ละคนเลยว่า มีอาการยังไงกับความบ้างานที่ทำมากไปจนลืมเวลากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว ?

 

 

 

แทบินกับซานดาราลอบมองตากันอย่างเบื่อหน่าย เพราะทั้งสองคนโดนแม่ตัวเองปลุกตั้งแต่ยังไม่ 6 โมงเช้า แต่กลับต้องมานั่งรอบิดาถึงบ่าย 3 โมงเย็น โดยไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากกาแฟคนละแก้ว เพราะกฎเหล็กที่มารดากำหนดไว้ คือห้ามทำตัวเป็นจุดอ่อนให้ใครโจมตีได้ … ซึ่งนี่มันบ้าไปแล้ว !!! แค่จะหาข้าวกินตั้งแต่เช้านี่มันเป็นจุดอ่อนตรงไหนกัน ?

 

 

 

ส่วนสามพี่น้องที่มีแม่เป็นนักฆ่าก็มองไปรอบๆอย่างไม่พยายามแสดงความรู้สึกอะไร ซึ่งอันที่จริงก่อนหน้านี้ ดองวุคออกจะแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์มากที่สุด เพราะเขาเองก็สูญเสียเวลานอนอันมีค่ามานั่งเฝ้าบิดาทำงาน แต่ขอโทษที … บังเอิญอารมณ์ดีจากการที่อิมแทบินต้องตื่นเช้ากว่า ฉะนั้น เขาก็สบายๆ ไม่แสดงท่าทางอะไร ถ้าป๋าจะออกมากินข้าวมะรืนนี้ก็ได้ ไม่เครียด ^ ^ และโบมีกับซึงฮยอนก็เป็นพวกไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับชาวบ้านอยู่แล้ว

 

 

 

และสามพี่น้องที่ค่อนข้างอวดดีเพราะมีแม่เป็นคุณนายเอกคนปัจจุบัน ออกจะหลั่นล้า คุยเล่นกันสนุกสนาน ราวกับว่าตัวเองไม่ได้โดนปลุกแต่เช้าเลยซักนิด แชรินกับมินจีเม้าท์กระจายเรื่องแฟชั่นฤดูร้อนที่เธอสั่งให้ลูกน้องป๋าไปเหมามาจากร้านคู่แข่งของตระกูลตัวเองอย่างไม่แคร์สื่อ ส่วนซึงรีก็ชวนมารดาวิ่งเล่นอยู่รอบๆบริเวณนั้น

 

 

 

เมื่อถูกเรียกมารวมตัวกัน ทุกคนจึงมีท่าทีเปลี่ยนไป จากสบายๆกลายเป็นเคร่งขรึม ดูเอางานเอาการทันที โดยลำดับการยืนนั้น คุณนายที่มีบุตรธิดาทั้ง 3 ได้รับเกียรติยืนแถวหน้าสุดเพื่อตอนรับท่าน ตามด้วยลูกๆของแต่ละนาง ซึ่งยืนทำหน้าเฉยสนิท ไม่ยินดียินร้ายอะไรอยู่เบื้องหลังแม่ของตัวเอง อ้อ ! จะมีก็แต่ ซึงรีน้อยที่ได้รับบัตรวีวีไอพี (VVIP = Very Very Important Person) ยืนเกาะแขนมารดาอยู่ข้างหน้า แล้วตามด้วยเหล่าแกนนำทั้ง 3 และผู้เป็นวงศาคณาญาติของท่านยาง กับพวกคุณนายเล็กๆคนอื่นๆ ที่ไม่มีบทบาทสำคัญอะไรในฟิคเรื่องนี้ เพราะไม่มีทายาทสืบสกุล ที่จะต้องยืนเป็นวอลเปเปอร์อยู่วงนอกกับพวกบอดี้การ์ดและคนรับใช้

 

ท่านยางกวาดสายตามองไล่ตั้งแต่ภรรยาระดับแนวหน้า ลูกๆ เหล่าญาติพี่น้อง ลามไปถึงภรรยาชั้นรองและคนอื่นๆ  โดยทุกคนที่ยกเว้น 4 แกนนำสมาพันธ์ขัดคอท่าน ล้วนแล้วแต่หลบตาโดยพร้อมเพรียง

 

“ฉันดีใจ ที่ได้เจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตาซักที นานแค่ไหนแล้วนะ ที่ครอบครัวเราไม่ได้กินข้าวพร้อมหน้ากันแบบนี้” ท่านกล่าวเปิดงานด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน โดยไม่ลืมสังเกตว่า แกนนำสมาพันธ์ฯร่างเล็กแอบเบ้หน้าด้วยความหมั่นไส้

 

“ก็เพิ่งจะเลี้ยงโต๊ะแชร์เมื่อวันก่อนไป ทำมาเป็นพูดดี ชิส์ … สร้างภาพ” คู่หู (?) ของแกนนำร่างจ้อยที่ว่าพูดขัดขึ้นมาลอยๆ แถมยังมองไปรอบๆ ราวกับว่า กูไม่ได้ว่ามึง แค่บ่นเฉยๆ

 

“อย่างน้อยโต๊ะแชร์วันก่อน ดาร่ากับบอมมี่ก็ไม่ได้อยู่ร่วมโต๊ะ ถือว่าไม่ครบอยู่ดีล่ะ” ท่านยางสวนกลับเนิบๆ สายตาเลื่อนไปที่ผู้ถูกกล่าวถึงที่วันนี้แต่งกายด้วยชุดออกงานสวยงามหรูหรา ช่างสมกับที่เป็นลูกสาวคนโตของตระกูลวายจีเสียจริงๆ *ปลาบปลื้ม*

 

“เอ้อ … คุณคะ ฉันว่า เราไปที่ห้องอาหารเลยดีมั้ยคะ” คุณนายอึนจูตัดบทเมื่อเห็นสายตากวนโทสะของน้องชายร่วมสาบานของสามี

 

“คุณอึนจูพูดถูกครับ ผมชักจะหิวแล้ว” คราวนี้เป็นซึงฮยอน ลูกชายคนโปรด(ในใจ) กล่าวสนับสนุน เพราะเริ่มเมื่อยขา เขามองทุกคนราวกับต้องการขอความคิดเห็นด้วยสายตาเย็นชา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมทีเดียว นั่นคือ ทุกคนพยักพเยิดโดยพร้อมเพรียง

 

 

 

ดังนั้นการปะทะฝีปากของผู้นำตระกูลกับแกนนำสมาพันธ์ฯจึงต้องยุติลงไปโดยปริยาย ท่านยางเดินนำทุกคนไปยังห้องอาหารฝั่งตะวันออกของคฤหาสน์ที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้เอ็กซิบิชั่นฮอลล์ ซึ่งในวันปกติ สมาชิกของตระกูลจะไม่ถ่อมาหาอะไรกินแถวนี้หรอก พวกเขาจะนั่งกินข้าวกันในห้องส่วนตัวกันซะมากกว่า เพราะโดยส่วนใหญ่ ท่านยางจะไม่มีเวลาให้กับครอบครัวซักเท่าไหร่นัก ภารกิจของท่านเยอะมากจนหากมี 48 ชั่วโมงใน 1 วันก็ยังจะดูน้อยเกินไปด้วยซ้ำ

 

 

 

เมื่อถึงโต๊ะอาหารวงกลมขนาดใหญ่ (มาก) ที่ถูกตกแต่งด้วยแอ็คเซสเซอรี่ราคาแพง เหล่าสมาชิกในครอบครัวก็กระจายกันไปนั่งตามตำแหน่งต่างๆของตัวเอง เริ่มจากคุณนายอึนจูที่ทรุดกายลงเคียงข้างท่านยาง ตรงด้านหนึ่งของโต๊ะ ตามด้วยคุณนายเล็กซี่และกัมมี่ฝั่งซ้ายขวา และต่อด้วยลูกๆที่นั่งตามลำดับศักดิ์ความสำคัญในตระกูล เริ่มตั้งแต่ คุณชายแดนนี่ ไปจนถึง คุณหนูมินจี ลูกสาวคนสุดท้อง ตบท้ายด้วยวงศาคณาญาติ เมียชั้นรองคนอื่นๆที่นั่งไปจนบรรจบครบวงของโต๊ะพอดี

 

 

 

ท่านยางยกมือให้สัญญาณสาวใช้เข้ามาเสิร์ฟอาหาร ทว่า … ตอนนั้นเองที่ ลูกน้องคนสนิทก้าวเท้าเร็วๆเข้ามาประชิดกาย ก่อนโค้งต่ำซะจนเรียกได้ว่า ถ้าคุกเข่ากราบได้ก็คงทำไปแล้ว

 

“ขออภัยครับท่าน … ‘เขา’ มาขอพบท่านครับ” ประโยคที่ได้ยินนั้น ทำให้ท่านยางยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างส่งให้ลูกน้องเป็นการตกรางวัล ซึ่งสรรพนามบุรุษที่สามที่หลายๆคนบนโต๊ะอาหารได้ยินนั้น สร้างความประหลาดใจสุดพรรณนา แม้แต่อึนจูผู้เป็นคนที่รู้เรื่องมากที่สุดก็เถอะ … ว่า ‘เขา’ ที่ว่าเนี่ย เป็นใครกันนะ ?

 

“ไปเรียก ‘เขา’ เข้ามาพบฉันเดี๋ยวนี้เลย” ท่านสั่งเสียงเข้ม เก็บประกายความดีใจไว้ไม่มิด ทำให้ลูกๆและญาติๆที่นั่งมองอยู่ถึงกับเลิกคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

 

“เอาล่ะ … ทุกคนเชิญตามสบายนะ” เท่านั้นล่ะ สาวใช้ก็ลำเลียงอาหารเข้ามาเสิร์ฟ และทุกคนก็ลงมือรับประทานอาหารโดยไม่สนใจท่านอีกต่อไป

 

 

 

 

.

.

 

 

 

 

“เฮ้ย ! มึงเอาจริงๆเหรอวะจียง ? ไว้วันหลังไม่ดีกว่าเหรอ ???” ยองเบเอ่ยขึ้นหวาดๆ เมื่อมองไปทางไหนก็ต้องพบว่า วันนี้ที่คฤหาสน์วายจีกำลังมีงานเฉลิมฉลอง ทั่วอาณาบริเวณนั้นมีคนพลุกพล่าน และทุกคนก็กล่าวขานถึงงานครบรอบการก่อตั้งตระกูลวายจีในปีที่ 40 ทำให้เขาชักไม่มั่นใจ ว่าจียงจะคิดถูกที่มาลาออกในวันมหามงคลขนาดนี้

 

“กูไม่รอให้เค้าเอากูไปต้มยำทำแกงที่ไหนก่อนหรอกนะ มาตอนนี้แหละดี ท่านประธานต้องอยู่บ้านแน่ๆ ป่ะ มึงเดินตามกูมา” ว่าแล้วจียงก็เดินเต๊ะจุ๊ยไปหาชายร่างสูงในชุดสูทสีดำใส่แว่นทึบปิดบังดวงตา ท่าทางมันเหมือนจะมาหาเรื่องมากกว่ามาลาออกนะเนี่ย *กุมขมับ*

 

“ผมชื่อควอนจียง มาขอพบท่านประธานยางกูลครับ” แน่ะ น้ำเสียงมันกวนส้นตีนมว๊ากกกก ทงยองเบอยากเอาหัวโหม่งพื้นแถวนี้ตายซะจริงๆ นี่มันรู้ตัวบ้างมั้ยเนี่ย ว่าที่นี่น่ะ ถิ่นยากูซ่า … มาเฟียเกาหลีชัดๆเลยนะว๊อย

 

“อ้อ …” ชายชุดดำตอบรับเสียงยานเล็กน้อย แววตาภายใต้กรอบแว่นนั่นจะต้องประเมินไอ้ห่านี่อยู่ชัวร์ๆ ยองเบมั่นใจ ว่าแล้วก็เดินให้ห่างๆมันหน่อยจะดีกว่า เดี๋ยวจะบังเอิญซวยตามมันไป

 

“กรุณารอซักครู่” เขาคนนั้นพูดเรียบๆ ก่อนจะเดินหันหลังเข้าไปในคฤหาสน์

 

 

 

 

ราว 5 นาที ชายชุดดำคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมกับคำสั่งเชิญพวกเขาไปยังห้องอาหาร ซึ่งยองเบก็ได้สวดมนตร์ไปตามทางเดิน ขออย่าให้ตัวเองจะต้องโดนเจื๋อนแทนหมู เห็ด เป็ดปักกิ่งที่จะต้องขึ้นโต๊ะอาหารของเหล่ามาเฟียตระกูลนี้เล๊ยยยย สาธุ

 

 

ส่วนไอ้ห่าจียงเพื่อนซี้ของเขา … มันเดินอาดๆราวกับที่นี่เป็นบ้านของมัน มองซ้ายมองขวา เหมือนจะหาอะไรอยู่ก็ไม่ปาน กระทั่งชายคนนั้นพาพวกเขามาหยุดอยู่หน้าห้องที่มีป้ายสีทองสลักอย่างดีว่า ที่นี่คือห้องอาหารใหญ่ของตระกูลวายจี

 

 

 

วินาทีที่ได้เหยียบขาเข้ามาภายใน จียงและยองเบรู้สึกเหมือนตัวเองเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน เบื้องหน้าของพวกเขาคือโต๊ะอาหารขนาดใหญ่แบบที่เกิดมายังไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต และพวกเขาก็ไม่คิดว่าจะได้เห็นที่ไหนอีกแล้วตั้งอยู่กลางห้อง สมาชิกทุกคนบนโต๊ะอาหารนั้นพร้อมใจกันหันมามองพวกเขาเป็นตาเดียว โดยเฉพาะดวงตาคมคู่หนึ่งที่จับจ้องมาชนิดที่จียงไม่อาจต้านทานประกายบางอย่างที่แฝงมาได้ เขาทำได้เพียงหลบสายตาแล้วไปมองทางอื่นแทน ทว่า ก็ยังมีดวงตาอีกนับไม่ถ้วนที่มองเขาแตกต่างกันออกไปจนเขาไม่สามารถสบตาใครได้เลย

 

 

จนกระทั่ง … เขาเหลือบไปเห็นใครบางคนที่ยิ้มให้เขาอยู่

 

 

 

“ลุง !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 

จียงอุทานเสียงดัง พลางวิ่งเข้าไปเขย่าแขนชายวัยกลาง(ค่อนไปทางปลาย)คนอย่างสนิทสนม ทำให้ทุกชีวิตบนโต๊ะอาหารนั้นยกเว้นอึนจูถึงกับอ้าปากหวอทันที

 

 

“ไม่ได้เจอกันนานมาก ลุงยังไม่ตายจริงๆด้วย !!!!!!!!!!!!!!!!!!” ประโยคที่ดังออกจากปากคนแปลกหน้าทำให้ใครหลายๆคนอึ้งกิมกี่กับวาจาที่แสนจะสุภาพ (??) ขนาดนี้ คุณหนูมินจีถึงกับหันไปกระซิบกับคุณหนูแชรินพี่สาวร่วมมารดาเบาๆว่า ‘ไร้มารยาท’

 

“ฮะๆ ถ้าลุงตายไปแล้ว ที่นายเห็นว่านั่งหัวเราะอยู่นี่มันคือใครกันล่ะ เจ้าตัวแสบ หือม์ ?” คราวนี้คุณหนูทั้งสองที่แอบซุบซิบกันอ้าปากค้างกับความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของบิดากับคนตรงหน้า เพราะตั้งแต่ทุกคนจำความได้ ท่านยางแทบจะไม่เคยพูดเล่นหัวกับลูกๆด้วยซ้ำไป

 

 

เด็กนี่เป็นใคร